รถโดนล็อคล้อ ต้องทำยังไง? เช็คค่าปรับล่าสุด
รถโดนล็อคล้อ ต้องทำยังไง? ปัญหาที่คนใช้รถหลายคนไม่อยากเจอ แต่ก็สามารถเกิดขึ้นได้แบบไม่ทันตั้งตัว สิ่งแรกที่หลายคนสงสัยคือ โดนแล้วต้องทำยังไงต่อ เสียค่าปรับเท่าไหร่ แล้วต้องไปจ่ายที่ไหน? วันนี้ โตโยต้า ชัวร์ กาญจนบุรี จะพาเพื่อน ๆ มาเช็คขั้นตอนแบบเข้าใจง่าย พร้อมอัปเดตค่าปรับล่าสุด แบบครบจบในที่เดียว พร้อมแล้ว ไปอ่านกันเลย
รถโดนล็อคล้อ เกิดจากอะไรได้บ้าง?
หลายคนอาจคิดว่าจอดแค่ไม่นานคงไม่เป็นไร แต่จริง ๆ แล้ว หากจอดผิดกฎจราจร ก็มีสิทธิโดนล็อคล้อได้ โดยสาเหตุที่พบบ่อย มีดังนี้
1. จอดรถในพื่นที่ห้ามจอด
กรณีที่จอดรถในพื้นที่ห้ามจอดโดยไม่มีเหตุอันสมควร เจ้าพนักงานจราจรสามารถล็อคล้อรถคันที่จอดในบริเวณดังกล่าวได้ เนื่องจากมีความผิดตาม พรบ.การจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 57 “ห้ามมิให้ผู้ใดจอดรถในพื้นที่ห้ามจอดรถ” โดยมีรายละเอียดพื้นที่ห้ามจอดดังนี้
- ห้ามจอดรถบนสะพานหรืออุโมงค์
- ห้ามจอดรถในทางข้าม หรือในระยะ 3 เมตรจากทางข้าม
- ห้ามจอดรถบนทางเท้า
- ห้ามจอดรถในทางร่วมทางแยก หรือในระยะ 10 เมตรจากทางร่วมทางแยก
- ห้ามจอดรถในระยะ 3 เมตรจากท่อน้ำดับเพลิง
- ห้ามจอดรถในระยะ 10 เมตรจากที่ติดตั้งสัญญาณจราจร
- ห้ามจอดรถในระยะ 15 เมตรจากทางรถไฟผ่าน
- ห้ามจอดรถในระยะ 15 เมตรจุดรับรถโดยสารประจำทาง และเลยเครื่องหมายไปอีก 3 เมตร
- ห้ามจอดรถซ้อนกันกับรถอื่นที่จอดอยู่ก่อนแล้ว
2. จอดรถในพื้นที่ห้ามหยุดรถ
กรณีที่คุณจอดหรือหยุดรถให้พื้นที่ห้ามหยุดรถ จะส่งผลให้เกิดความไม่สะดวกในการใช้ถนนโดยไม่มีเหตุอันสมควร เจ้าพนักงานจราจรสามารถออกใบสั่งจราจร และ/หรือทำการล็อคล้อได้ เนื่องจากถือว่ามีความผิดตาม พ.ร.บ.การจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 55 “ห้ามมิให้ผู้ขับขี่หยุดรถในพื้นที่หยุดรถ” โดยมีรายละเอียดพื้นที่ห้ามหยุดรถดังต่อไปนี้
ห้ามหยุดรถบนทางเท้า
ห้ามหยุดรถในทางร่วมทางแยก
ห้ามหยุดรถตรงปากทางเข้าออกของอาคารหรือทางเดินรถ
ห้ามหยุดรถในลักษณะกีดขวางการจราจร
ห้ามหยุดรถในช่องเดินรถ เว้นหยุดชิดขอบทางด้านซ้ายของทางเดินรถ
ห้ามหยุดรถบนสะพานหรืออุโมงค์
ห้ามหยุดรถในเขตที่มีเครื่องหมายจราจรห้ามหยุดรถ
ห้ามหยุดรถในเขตปลอดภัย
โดนล็อคล้อ เสียค่าปรับเท่าไหร่?
ถ้าหากรถโดนล็อคล้อโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ เนื่องจากจอดรถในที่ห้ามจอด หรือในที่ห้ามหยุด จะต้องชำระโดนล็อคล้อ ค่าปรับ 2 ส่วน ดังนี้
1. ค่าปรับจราจร
เจ้าของรถที่โดนล็อคล้อต้องจ่ายค่าปรับจราจรจากการจอดรถในที่ห้ามจอด หรือบริเวณที่มีป้ายห้ามจอด (มาตรา 55) หรือหยุดรถ (มาตรา 57) ซึ่งมีความผิดตาม พ.ร.บ.การจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 148 มีโทษปรับไม่เกิน 500 บาท
รายการสั่งปรับจอดรถในที่ห้ามจอดหรือห้ามหยุดรถ จะแสดงอยู่ในใบสั่งสีขาว ซึ่งอัตราค่าปรับล็อคล้อรถยนต์ข้างต้น จะแบ่งสัดส่วนการนำส่งเงินให้หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
50% นำส่งเข้าส่วนปกครองท้องถิ่น
2.5% นำส่งเงินให้กับกระทรวงการคลัง
47.5% เป็นรางวัลนำจับของเจ้าพนักงาน
2. ค่าเครื่องมือบังคับล้อ
เจ้าของรถหรือผู้ขับขี่ที่รถโดนล็อคล้อ ต้องชำระค่าใช้จ่ายการใช้เครื่องมือบังคับไม่ให้เคลื่อนย้าย หรือค่าเครื่องล็อคล้อเพื่อทำการปลดล็อคล้อ ไม่เกินคันละ 500 บาท ตาม พ.ร.บ.การจราจรทางบก พ.ศ2522 มาตรา 148 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2535 หรือตามที่มีกำหนดไว้ในกฎกระทรวง
รายการค่าปรับเครื่องล็อคล้อ หรือโดนล็อคล้อจะแสดงในใบสั่งสีฟ้า โดยค่าเครื่องล็อคล้อจัดอยู่ในกลุ่มค่าปรับจราจรที่ไม่ต้องนำส่งกระทรวงการคลัง แต่ให้นำมาเป็นค่าใช้จ่ายและค่าอุปกรณ์ด้านจราจรในการดำเนินการล็อคล้อ หรือเคลื่อนย้ายรถ (ยกรถ) ตามระเบียบที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกำหนดต่อไป
โดยปกติ ค่าปรับรถโดนล็อคล้อจะขึ้นอยู่กับพื้นที่ที่กระทำผิด ซึ่งรายละเอียดทั้งหมด เจ้าหน้าที่จะระบุไว้ในใบสั่ง
- ปรับขั้นต่ำ 500 บาท สำหรับพื้นที่ชานเมือง
- ปรับขั้นต่ำ 700 บาท ในพื้นที่เมือง
- กรณีจอดรถในที่ห้ามจอดปรับไม่เกิน 1,000 บาท (ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่)
โดนล็อคล้อ จ่ายค่าปรับที่ไหน?
สามารถชำระค่าปรับใบสั่งล็อคล้อได้ ภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ในใบสั่ง ตามวันและเวลาราชการ หรือตลอด 24 ชั่วโมง ในกรณีเลือกชำระค่าปรับด้วยตัวเองที่สถานีตำรวจที่เป็นผู้ออกใบสั่ง ทั้งนี้ยังสามารถจ่ายค่าปรับรถโดนล็อคล้อจากช่องทางที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติกำหนดไว้ได้อีกด้วย โดยมีรายละเอียดดังนี้
สถานีตำรวจหรือหน่วยงานที่ออกคำสั่ง
สถานีตำรวจอื่น ๆ นอกเหนือจากสถานีตำรวจที่ออกใบสั่งทั่วประเทศไทย
จ่ายด้วยธนาณัติหรือตั๋วแลกเงินของธนาคาร
ธนาคาร
เครื่องจ่ายเงินอัตโนมัติ (ATM)
หน่วยบริการรับชำระเงิน
ขั้นตอนการชำระค่าปรับและการปลดล็อคล้อ
เมื่อเจอรถของคุณถูกล็อคล้อ ไม่ควรพยายามงัดแงะหรือถอดออกด้วยตัวเอง เพราะถือเป็นการทำลายทรัพย์สินของทางราชการและมีความผิดทางกฎหมาย โดยควรดำเนินการ ดังนี้
1. ตรวจใบสั่ง และบันทึกหลักฐาน
- ถ่ายรูปใบสั่ง ตำแหน่งรถ และป้ายจราจรบริเวณนั้นเก็บไว้เป็นหลักฐาน
- ปกติจะมีใบสั่ง 2 ส่วน ได้แก่ ใบสั่งสีขาวสำหรับค่าปรับจราจร และใบสั่งสีฟ้าสำหรับค่าใช้เครื่องมือบังคับล้อ หรือค่าอุปกรณ์เพิ่มเติม
2. ตรวจสอบรายละเอียดในใบสั่ง
ตรวจสอบข้อหาที่ระบุในใบสั่ง เช่น จอดในที่ห้ามจอด หรือห้ามหยุด พร้อมเช็กชื่อสถานีตำรวจเจ้าของพื้นที่ และเบอร์ติดต่อเจ้าหน้าที่ เพื่อประสานงานและดำเนินการปลดล็อคล้อรถ
3. ชำระค่าปรับตามช่องทางที่ระบุในใบสั่ง
- สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ หรือเดินทางไปชำระค่าปรับที่สถานีตำรวจในเขตพื้นที่ที่ออกใบสั่งได้โดยตรง หรือเลือกชำระผ่านช่องทางออนไลน์ เช่น เว็บไซต์ PTM (e-Ticket), แอป Krungthai NEXT, ไปรษณีย์ หรือจุดรับชำระที่เจ้าหน้าที่กำหนด
- หลังชำระค่าปรับเรียบร้อย ควรเก็บใบเสร็จหรือสลิปการชำระเงินไว้เป็นหลักฐาน เพื่อใช้ยืนยันกับเจ้าหน้าที่ในการดำเนินการปลดล็อคล้อรถ
- หลังชำระเงินเสร็จเรียบร้อย เจ้าหน้าที่จะมาปลดล็อคล้อให้ภายในระยะเวลาหนึ่ง (โดยเฉลี่ย 30-60 นาที)
โดนล็อคล้อแต่ไม่จ่ายค่าปรับ จะเกิดอะไรขึ้น?
หากไม่ชำระค่าปรับภายในเวลาที่กำหนดในใบสั่ง เจ้าหน้าที่จราจรสามารถสั่งเคลื่อนย้าย หรือยกรถไปเก็บรักษาที่สถานีตำรวจได้ เจ้าของรถจะต้องชำระทั้งค่าปรับ และค่าดูแลรักษารถให้ครบ จึงจะสามารถรับรถคืนได้ หากปล่อยทิ้งไว้นานเกิน 3 เดือน โดยไม่ดำเนินการชำระค่าใช้จ่าย เจ้าหน้าที่มีอำนาจนำรถออกขายทอดตลาด เพื่อนำเงินมาหักค่าใช้จ่ายที่ค้างชำระได้ค่ะ
แม้คุณจะจอดรถถูกต้อง ไม่ได้จอดในที่ห้ามจอด หรือจอดริมถนนตามกฎหมาย ก็อาจช่วยเลี่ยงการโดนล็อคล้อและค่าปรับได้ แต่ “อุบัติเหตุ” เป็นสิ่งที่ไม่สามารถคาดเดาได้ 100% เพราะรถที่จอดอยู่ริมถนน ดังนั้น นอกจากการปฏิบัติตามกฎจราจรเพื่อเลี่ยงค่าปรับแล้ว การเลือกจอดรถในจุดที่ปลอดภัย ก็ช่วยลดความเสี่ยงและช่วยปกป้องรถของคุณได้เช่นกัน
รถโดนล็อคล้อ ต้องทำยังไง? เช็คค่าปรับล่าสุด
เป็นอย่างไรบ้างคะ? สำหรับบทความที่ทาง โตโยต้า ชัวร์ กาญจนบุรี รถมือสอง ตั้งใจมาแชร์ เพื่อเป็นความรู้เล็ก ๆ น้อยๆ ให้เพื่อน ๆ หวังว่าบทความเหล่านี้ จะเป็นประโยชน์แก่เพื่อน ๆ ทุกคนที่แวะเข้ามาอ่านกันนะคะ
รถมือสอง พร้อมโปรโมชั่น และเงื่อนไขการรับประกันดี ๆ : www.toyotasurekan.com
รีไฟแนนซ์รถยนต์ : www.toyotasurekan.com/รีไฟแนนซ์-รถยนต์-กาญจนบุรี
เกร็ดความรู้ดีๆ : www.toyotasurekan.com/เกร็ดความรู้

